| |
 |
|

อันตรายจากสารพิษ
สารกำจัดแมลง และศัตรูพืช (Pesticide)
สารกำจัดแมลง และศัตรูพืช ที่มีการใช้ในการเกษตรในปัจจุบันนั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่ม ดังนี้
1. กลุ่มออร์กาโนคลอรีน (Organochlorine)
2. กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต (Organophosphate)
3. กลุ่มคาร์บาเมต (Carbamate)
4. กลุ่มไพรีทรัม และสารสังเคราะห์ไพรีทรอยด์ (Pyerthrum and Pyrethroides)
• กลุ่มออร์กาโนคลอรีน (Organochlorine)
สารกำจัดศัตรูพืช กลุ่มออร์กาโนคลอรีนเป็นสารอินทรีย์สังเคราะห์ที่มีโมเลกุลประกอบไปด้วยคาร์บอน ( C ) คลอรีน ( CI ) ไฮโดรเจน ( H ) และออกซิเจน ( O ) โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยได้อีก 3 กลุ่มดังนี้
กลุ่มอนุพันธ์ของคลอริเนตอีเทนส์ (Chlorinated Ethanes Derivatives) อาจเรียกว่ากลุ่ม ดีดีที อนาลอกซ์ (DDT Analog) สารในกลุ่มนี้ที่รู้จักกันดีได้แก่ ดีดีที ( DDT ), ไดโคฟอล ( Dicofol )
กลุ่มไซโคลไดอีนส์ (Cyclodienes) ชนิดของสารกำจัดศัตรูพืชกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ ออลดริน (Aldrin) เฮปตาคลอร์ (Heptachlor), คลอร์เดน (Chlordane)
กลุ่มเฮกซาคลอโรไซโคลเฮกเซน (Hexachlorocyclohexanes) ชนิดของสารกำจัดศัตรูพืชกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ บี เอช ซี ( BHC), ลินเดน (Lindane)
• สารกลุ่มออร์กาโนคลอรีน มีความคงทน ไม่สลายตัว ไม่ละลายน้ำ แต่สามารถละลายได้ในน้ำมัน อีกทั้งยังเป็นสารกลุ่มที่มีการสลายตัวช้า และพบว่ามีการสะสมอยู่ตามดิน ตามแหล่งน้ำ ดังนั้นจึงพบว่ามี่กลุ่มนี้เข้าไปสะสมอยู่ในพืชผักผลไม้ได้ หากพืชผักผลไม้ดังกล่าวเพราะปลูกอยู่ในดินที่มีสารชนิดนี้สะสมอยู่
• กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต (Organophosphate)
สารกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตเป็นสารเอสเทอร์ (Ester) ของกรดฟอสฟอริค (Phosphoric acid) สารกลุ่มนี้นับเป็นยาปราบศัตรูพืชที่ใช้กันมากในปัจจุบัน สำหรับชนิดที่เป็นที่รู้จักกันดีทั่วไปนั้นได้แก่ โมโนโครโตรฟอส (Monocrotophos), เมวินฟอส (Mevinphos), คลอร์ไพริฟอส (Chlorpyrifos), ไดเมทโธเอต (Dimethoate), ไดโครโตรฟอส (Dicrotophos), พาราไธออน-เมทธิล (Parathion-methy) และพาราไธออน (Parathion)
• กลุ่มคาร์บาเมต (Carbamate)
สารกลุ่มคาร์บาเมตเป็นสารสังเคราะห์จากสารอนุพันธ์ของสาร Physostigmine เป็นสารอัลคาลอยด์ที่สกัดได้จากพืช Calabar bean (Physostigma venenosum) ต่อมาการสังเคราะห์สาร Prostigmine ซึ่งเป็นสาร analogue ของ Physostigmine สารในกลุ่มนี้ที่รู้จักกันดีได้แก่ เมทโธมิล (Methomyl), คาร์โบฟูราน (Carbofuran), คาร์บาริล (Carbaryl), เมทธิโอคาร์บ (Methiocarb), สารกลุ่มคาร์บาเมตโดยทั่วไปมีการตกค้างสั้น และสลายตัวได้อย่างรวดเร็ว
• กลุ่มไพรีทรัม และสารสังเคราะห์ไพรีทรอยด์
(Pyrethrum and Pyerthroides)
ไพรีทรอยด์หรือไพรีทรอยด์สังเคราะห์ เป็นสารเลียนแบบโครงสร้างโมเลกุลจากสาร Pyrethrins ที่สกัดได้จากดอกไม้พวกดอกเบญจมาศ ซึ่งมีองค์ประกอบของสารเคมี 6 ชนิดด้วยกันคือ Cinerin I, Cinerin II, Pyrithrin I, Pyrethrin II, Jasmolin I, และ Jasmolin II, สารกลุ่มนี้ที่รู้จักและใช้กันในขณะนี้ ได้แก่ ไซเปอร์เมธริน (Cypermethin), เดลตาเมธริน (Deltamethrin), เฟนวาเลอเรต (Fenvalerate) และเปอร์เมธริน (Permethrin)
ความเป็นพิษของสารกำจัดแมลง และศัตรูพืช
• กลุ่มออร์กาโนคลอรีน
ร่างกายมนุษย์จะได้รับ หรือดูดซึมสารกลุ่มนี้เข้าสู่ร่างกายได้โดยการกิน และหายใจ และเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะไปสะสมอยู่ในไขมันตามส่วนต่างๆ ของร่างการสารกลุ่มออร์กาโนคลอรีนทำให้เกิดอาการพิษทั้งแบบเรื้อรังและแบบเฉียบพลันดังนี้
อาการพิษแบบเรื้อรัง ผู้ป่วยจะแสดงอาหารผิดปกติต่อระบบทางเดินอาหารมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักลด เหน็ดเหนื่อย และเมื่อยล้าตามร่างกาย นอกจากนี้ยังพบว่าฤทธ์สะสมระยะยาวที่ร้ายแรงของ DDT คือ ทำให้เกิด มะเร็ง มีผู้รายงานว่า DDT เป็นสารก่อมะเร็งตับ มะเร็งเม็ดเลือดขาว และทำให้เกิดโลหิตจางด้วย ผลในการศึกษาทางระบาดวิทยาของการเกิดมะเร็งเต้านมในสตรี กับสาร DDT กลไกของการทำให้เกิดมะเร็งของสารกำจัดแมลง DDT นั้นโดยทั่วไปยังไม่ทราบแน่นอน แต่เข้าใจว่าอาจเกิดเนื่องจาก DDT ไปกระตุ้นเอ็นไซม์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเมตาบอลิสม์ ของสารก่อมะเร็จหลาย ๆ ตัว
สำหรับสาร DDT จะทำให้เกิดอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร คือ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย เกิดอาการพิษต่อระบบประสาทโดยเฉพาะส่วนปลายผู้ป่วยที่ได้รับสารพิษจะแสดงอาการไวต่อสิ่งเร้ามาก กระวนกระวาย เวียนศรีษะ เสียการทรงตัว อาจพบอาการหลงลืมและอาจมีอาการ
ชักแบบเกร็งและกระตุก ชักและโคม่า (เนื่องจากเกิดการกดการหายใจ) สารนี้ อาจทำให้เกิดการตายของเซลล์ตับ และมีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ตับ การสำลักสารกำจัดแมลงจะทำให้เกิดปอดอักเสบ
• กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต
สารกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตเข้าสู่ร่างกายได้โดยการกิน หายใจ และซึมเข้าทางผิวหนัง ความเป็นพิษจะขึ้นกับอัตราการเปลี่ยนแปลงสารพิษในร่างกายโดยวิธีไฮโดรไลซิสในตับ โดยทั่วไปสารกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต มีพิษเฉียบพลันต่อมนุษย์และสัตว์มีกระดูกสันหลัง อาการพิษเฉียบพลัน จะทำให้มีอาการทางสมองเนื่องจากความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง อาการที่พบได้แก่ มึนศรีษะ ปวดศรีษะ งง ซึม กระสับกระส่าย ถ้าอาการมากอาจชักและหมดสติได้ ผู้ป่วยที่มีอาการมากอาจตายได้ เนื่องจากกระบวนการหายใจล้มเหลว ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากหลอดลมตีบตัน กล้ามเนื้อของระบบการหายใจเป็นอัมพาต และศูนย์ควบคุมการหายใจ ในสมองหยุดทำงาน ในรายที่มีอาการไม่รุนแรง อาการจะดีขึ้นใน 2-3 วัน แต่จะอ่อนเพลีย ไม่มีแรงเป็นเวลานาน ชนิดที่มีพิษร้ายแรงได้แก่ โมโนโครโตฟอส พาราไธออนเมทธิล เมธามิโดฟอส ไดโครโตฟอส ส่วนชนิดที่มีพิษในระดับปานกลาง ได้แก่คลอร์ไพริฟอส ไดเมทโธเอท มาลาไธออน
อาการพิษระยะยาว
สารกำจัดแมลงกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตบางชนิด อาจก่อให้เกิดอาการพิษทางระบบประสาท ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากช่วงเวลาหนึ่ง อาการพิษดังกล่าวเริ่มเกิดขึ้นที่ส่วนปลายประสาทของขาก่อน ต่อมาจะมีอาการเดินโซเซ เสียความรู้สึก กล้ามเนื้ออ่อนเพลียต่อมาจะเพิ่มความ รุนแรงมากขึ้น อ่อนเพลียมากขึ้น และเริ่มเป็นตามแขน
• กลุ่มคาร์บาเมต มีผลต่อระบบประสาทในระยะสั้น โดยกลไกการออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Acetylcholinesterase เช่นเดียวกับออร์กาโนฟอสเฟต แต่ระยะเวลาออกฤทธิ์ที่สั้น และสลายตัวรวดเร็ว จึงมีฤทธิ์อ่อน พิษที่เกิดขึ้นจึงไม่รุ่นแรง
• กลุ่มไพรีทรอยด์ สารกำจัดแมลงกลุ่มไพรีทรอยด์ มีกลไกออกฤทธิ์ เช่นเดียวกับสารพวกออร์กาโนคลอรีน แต่ฤทธิ์น้อยกว่า มักใช้สารกำจัดแมลงกลุ่มนี้เพื่อกำจัดแมลงในบ้านเรือน เพราะออกฤทธิ์ให้เกิดอัมพาตในแมลงอย่างรวดเร็วส่วนใหญ่มีพิษต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมค่อนข้างต่ำ อาการพิษ จะทำให้คลื่นไส้ อาเจียน เป็นตะคริวที่ท้อง เบื่ออาหาร อ่อนเพลียมีอาการล้า ปวดศีรษะ มึนงง การรับประทานสารนี้ในปริมาณสูง (200-500 มล.) ทำให้เกิดอาการโคม่าภายใน 20 นาที กล้ามเนื้อกระตุกไม่พร้อมกัน และชัก
วิธีลดปริมาณสารพิษที่ตกค้างในผัก และผลไม้
เพื่อความปลอดภัยจากสารกำจัดแมลง และศัตรูพืชที่อาจตกค้างอยู่ในผัก และผลไม้ ก่อนรับประทานควรล้างผัก ผลไม้เพื่อลดปริมาณสารพิษที่ตกค้าง ซึ่งการล้างมีให้เลือกปฏิบัติด้วยกันหลายวิธี ดังนี้
1. ล้างผัก ผลไม้ด้วยน้ำให้สะอาดครั้งหนึ่งก่อน แล้วแช่ในน้ำอีก ครั้งหนึ่งนาน 15 นาที สามารถลดปริมาณสารพิษได้ 7-33 เปอร์เซ็นต์
2. ล้างด้วยน้ำไหลจากก๊อกความแรงพอประมาณ ใช้มือช่วยทำความสะอาดนาน 2 นาที จะช่วยลดปริมาณสารพิษลงได้ 54-63 เปอร์เซ็นต์
3. ล้างด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง โดยให้น้ำไหลผ่านผลไม้ชะเอาสารพิษออกไป จะลดสารพิษตกค้างได้ประมาณ 1-12 เปอร์เซ็นต์
4. ล้างด้วยน้ำยาล้างผัก จะลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์
5. น้ำด่างทับทิม 0.001 เปอร์เซ็นต์ (ด่างทับทิมประมาณ 5 เกล็ดใหญ่ ต่อน้ำ 4 ลิตร)
6. น้ำเกลือ 0.9 เปอร์เซ็นต์ (เกลือประมาณ 2 ช้อนโต๊ะพูนต่อน้ำ 4 ลิตร)
7. น้ำปูนใส 50 เปอร์เซ็นต์ (โดยเตรียมจากน้ำปูนใสอิ่มตัว)
8. น้ำซาวข้าว (ใช้ข้าวสาร 2 ก.ก. ต่อน้ำ 4 ลิตร)
9. น้ำส้มสายชู 0.1 เปอร์เซ็นต์ (น้ำส้มสายชูประมาณครึ่งด้วยต่อน้ำ 4 ลิตร)
ทั้งนี้ อย่ากลัวยาฆ่าแมลงกันมากจนเลิกรับประทานผักผลไม้ เนื่องจากผักผลไม้เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการค่อนข้างสูง คือ ให้พลังงาน มีวิตามิน แร่ธาตุให้ร่างกายได้รับสารอาหารเหล่านี้ครบตามความต้องการ
|
|